bookmark_borderมะเร็งปากมดลูกศัตรูตัวร้ายของผู้หญิง

หากสาวใดมีอายุย่างเข้า 30 ปีแล้วนั้น คงจะมีอารมณ์ของความหวิว ๆ เข้ามาปนและอาจรู้สึกได้ว่าอายุจนป่านนี้แล้วถึงเวลาสักทีที่ฉันจะสละ…ทุกอย่างให้กับความรักอย่าให้ความใกล้ชิดบดบังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงเราเพราะนอกจากจะมีปัญหายุ่งยากแล้วมันอาจทำให้คุณสูญเสียหลายอย่างในชีวิตได้อย่างไม่คาดฝัน

มะเร็งปากมดลูกคร่าชีวิตผู้หญิงไทยถึง 7 คนต่อวันและจากสถิติพบว่าหญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก เฉลี่ยปีละ 6,000 ราย ความร้ายกาจของโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า เอชพีวี (Human Papilloma Virus; HPV) ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์แต่สิ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากลัวที่สุด ก็คือคุณจะไม่รู้ตัวเลยว่าคุณได้รับเชื้อ HPV เข้าไปในบริเวณปากมดลูกเรียบร้อยแล้ว เพราะในบางรายเชื้อ HPV จะใช้เวลาถึง 10 ปีในการก่อตัวเป็นมะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอื่นๆที่ส่งผลให้คุณผู้หญิงที่ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยหรือสาวใหญ่มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ ลองมาดูเช็คลิสต์นี้ดูสิคะว่า สาเหตุใดบ้างที่ทำให้คุณอาจจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก

  • มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย
  • มีคู่นอนหลายคนหรือมีเพศสัมพันธ์กับชายที่มีคู่นอนหลายคน
  • รับประทานยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน (ถ้านานกว่า 5 ปี จะมีความเสี่ยงสูง)
  • มีจำนวนการตั้งครรภ์และการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง
  • มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม เป็นต้น
  • สูบบุหรี่
  • ขาดการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
  • ขาดสารอาหารบางชนิด โดยฉพาะผู้หญิงที่รับประทานผักและผลไม้น้อย มีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดพบบ่อย รวมทั้งมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าคนที่รับประทานผักและผลไม้มาก

หากคุณมีปัจจัยบางอย่างหรือหลายอย่างดังที่กล่าวมา และ ไม่มั่นใจว่า ณ เวลานี้ คุณมีเชื้อไวรัสที่ก่อโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสร้ายชนิดนี้ วันนี้ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ มีแนวทางการดูแลตัวเองที่ทุกคนสามารถทำได้ มาฝากเป็นเกร็ดความรู้ดังต่อไปนี้ค่ะ

  • กลุ่มอายุ 9-26 ปีที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ สามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัส HPV และเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ปากมดลูกเกิดความผิดปกติ จนในที่สุดเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง ได้โดยโดยการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (สามารถฉีดวัคซีนได้ทุกโรงพยาบาลค่ะ)
  • กลุ่มอายุน้อยกว่า 30 ปี ควรเริ่มการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกภายใน 3 ปีหรือเริ่มตรวจเมื่ออายุครบ 21 ปี และควรทำการตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปีจนถึงอายุ 30 ปี
  • กลุ่มอายุมากกว่า 30 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีการต่อไปนี้
  • การตรวจทางเซลล์วิทยา (Pap Test) เพียงอย่างเดียว ถ้าได้รับผลการตรวจคัดกรองทุกปีเป็นปกติติดต่อกัน 3 ปี หรือมากกว่าสามารถเว้นระยะการตรวจคัดกรอง เป็นทุกๆ 2-3 ปีได้
  • การตรวจทางเซลล์วิทยา (Pap Test) ร่วมกับการตรวจหาเซลล์ผิดปกติตรวจหาไวรัสเอชพีวี (HPV DNA Test) ถ้าผลการตรวจคัดกรองปกติทั้งสองอย่างสามารถรับการตรวจทุกๆ 3 ปีได้ แต่หากพบความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
  • ลิควิ-เพร็พ เป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงในการทำ PAP Smear จากวิธีการเดิมในการตรวจคัดกรองหาเซลล์มะเร็งปากมดลูก
    การส่องกล้องตรวจความผิดปกติของปากมดลูกเรียกว่า โคลโปสโคปี้ (colposcopy) เมื่อมีผลตรวจแปปสเมียร์ผิดปกติ

แม้ว่าการรักษาในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น

  • การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า
  • การจี้ปากมดลูกด้วยความเย็น
  • การจี้ด้วยเลเซอร์
  • การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด
  • จะสามารถรักษาให้หายขาดได้หากมะเร็งอยู่ในระยะก่อนลุกลาม แต่หากเมื่อมะเร็งได้ลุกลามแล้ว คุณจำเป็นต้องตัดมดลูกหรือทำการฉายแสง หรือเคมีบำบัด ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ทราบกันดีถึงความทรมานของผลกระทบ
  • ข้างเคียง อย่ามัวแต่อาย หรือกลัวเจ็บกันอยู่เลย

การระมัดระวังและรู้ทันโรคจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยรักษาชีวิตของคุณให้อยู่ยืนยาวขึ้นและมีความสุขกับคนที่คุณรักตราบนานเท่านาน

bookmark_borderเคล็ดลับ 6 ขั้นตอนในการเลิกเหล้า

ถ้าคุณดื่มมากกว่าที่กำหนด และอยากจะลดปริมาณการดื่มลงให้อยู่ในปริมาณที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตราย บันได 6 ขั้นต่อไปนี้ จะช่วยคุณได้

ขั้นที่ 1 หาเหตุผลที่จะดื่มให้น้อยลง

พิจารณาดูว่า ถ้าคุณดื่มให้น้อยลงแล้วจะเกิดผลดีอะไรขึ้นกับคุณบ้าง เช่น

– คุณจะประหยัดเงินได้มากและนำเงินก้อนนี้มาใช้ซื้อหาสิ่งที่คุณต้องการ

– คุณจะแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม

– คุณจะได้ไม่เสี่ยงต่อโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคตับแข็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ความจำเสื่อม เป็นต้น

– บุตรหลานจะได้ไม่เป็นนักดื่มเหมือนคุณ เป็นต้น

ขั้นที่ 2 วางเป้าหมายการดื่ม

หลังจากที่หาเหตุผลดี ๆ เพื่อจะดื่มให้น้อยลงได้แล้ว ให้คุณกำหนดว่าคุณจะเริ่มต้นเมื่อใด จะดื่มวันละกี่ดื่ม จะไม่ดื่มในวันใดบ้าง

และแต่ละสัปดาห์จะดื่มทั้งหมดกี่ดื่ม

เมื่อกำหนดเป้าหมายได้แล้ว ให้คุณจดบันทึกการดื่มของคุณติดต่อกัน 4สัปดาห์เพื่อดูว่าคุณสามารถควบคุมการดื่มให้เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

ขั้นที่ 3 ทำความรู้จักกับสถานการณ์เสี่ยง

หลังจากลองจดบันทึกการดื่มสัก 1-2 สัปดาห์แล้ว คุณจะเริ่มเห็นว่า ในบางสถานการณ์จะเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคุณที่จะควบคุมการดื่ม

ให้อยู่ในกำหนดที่ตั้งไว้

คุณควรบอกให้ได้ว่า สถานการณ์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง เช่น

– หลังเลิกงาน

– เมื่อเงินเดือนออก

– เมื่อเกิดความรู้สึกโกรธ เหงา หรือเศร้า เป็นต้น

ขั้นที่ 4 จัดการกับสถานการณ์เสี่ยง

เมื่อคุณรู้ดีแล้วว่าอะไรเป็นสถานการณ์เสี่ยงที่ทำให้คุณควบคุมการดื่มของตนเองไม่ได้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องหาทางจัดการกับสถานการณ์เหล่านั้นให้ได้

ตัวอย่างวิธีการจัดการกับสถานการณ์เสี่ยง ได้แก่

– หากิจกรรมทำหลังเลิกงาน เช่น ไปออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือทำงานอดิเรก เป็นต้น

– ไม่เก็บเงินมากๆ ไว้กับตัว

– หลีกเลี่ยงที่จะพบหน้าเพื่อนที่ดื่มจัด

– หาวิธีฉลองแบบใหม่ๆ เช่น ไปทำบุญ พาครอบครัวไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เป็นต้น

– ทำตัวให้ยุ่งอยู่เสมอ จะได้ไม่คิดถึงการดื่ม

– เปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำกว่าเดิม

– ผสมเครื่องดื่มให้เจือจางด้วยโซดา หรือน้ำแข็ง

– ฝึกการปฏิเสธเมื่อถูกชวนให้ดื่ม เช่น บอกว่า “หมอสั่งไม่ให้ดื่มมาก” เป็นต้น

ขั้นที่ 5 หาที่พึ่ง

การจัดการกับสถานการณ์เสี่ยงจะง่ายขึ้นถ้าคุณมีใครสักคนเป็นที่พึ่ง เช่น สามีหรือภรรยา แฟน หรือเพื่อนที่กำลังคิดจะดื่มให้น้อยลงเหมือนคุณ

เป็นต้น

คนที่จะเป็นที่พึ่งให้คุณได้ดี ควรเป็นคนที่คุณไว้ใจ เป็นคนที่คุณเข้าถึงได้ง่าย มีความจริงใจกับคุณ สามารถเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่คุณได้

และพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือเมื่อคุณต้องการ

ถ้าคุณกำลังมีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการดื่ม แพทย์ พยาบาล หรือผู้ให้บริการปรึกษา จะเป็นที่พึ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

อย่าอาย ที่จะไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเหล่านี้ เพราะจะช่วยคุณได้อย่างแน่นอน

ขั้นที่ 6 ยึดเป้าหมายไว้ไห้ได้

ขอให้คุณพยายามจดบันทึกการดื่มของคุณต่อไปเรื่อยๆ เพื่อคอยตรวจสอบว่าคุณสามารถดื่มให้น้อยกว่าเดิมได้หรือยัง

ถ้าคุณมีความตั้งใจจริง คุณจะต้องทำได้อย่างแน่นอน และตัวเลขจากการบันทึกจะบอกคุณได้เองว่าการดื่มของคุณได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว

แม้การเปลี่ยนแปลงจะยังไม่มากอย่างที่คุณตั้งใจไว้ แต่ก็นับว่าคุณได้ก้าวหน้าไปมากแล้ว ถ้านับจากช่วงเวลาก่อนที่คุณจะตั้งใจที่จะดื่มให้น้อยลง

คุณควรหากิจกรรมต่าง ๆ ทำให้เพลิดเพลินอยู่เสมอ จะได้ไม่คิดถึงเรื่องดื่ม และการได้พูดคุยปรึกษาหารือกับ “ที่พึ่ง” ของคุณบ่อย ๆ

จะช่วยให้คุณมีกำลังใจ และมีมานะพยายามที่จะเอาชนะสถานการณ์เสี่ยงของคุณมากขึ้นด้วย

ทำอย่างไร ถ้ายังดื่มให้น้อยลงไม่ได้?

ถ้าคุณพบว่า คุณยังดื่มมากกว่าที่ตั้งใจไว้ ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ หรือคิดว่าคุณล้มเหลว แต่ให้คุณพยายามคิดหาเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

และจะหาทางแก้ไขอย่างไร จึงจะได้ผลโดยอาจปรึกษา “ที่พึ่ง” ของคุณก็ได้

นอกจากนี้อย่าไปให้ความสำคัญกับวันที่คุณดื่มมากเกินไป แต่จงจดจำวันที่คุณสามารถดื่มให้น้อยลงได้สำเร็จ

เพราะมันจะช่วยให้คุณมีกำลังใจมากขึ้น

จงพยายามต่อไป ทีละวัน ทีละวัน เท่านั้นก็พอ แล้วทุกอย่างจะค่อยๆ ง่ายขึ้นเอง

มาเลิกดื่มเหล้ากันเถอะ

เพราะเราเข้าใจว่าการเลิกดื่มทำได้ยาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเราเชื่อว่าคุณทำได้ ด้วยกระบวนการอดเหล้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ปลอดภัย

ด้วยมาตรฐานการดูแลบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนกำลังใจจากคนรอบข้างและครอบครัว คุณจะสามารถควบคุมการดื่มได้มากขึ้น สุขภาพดีขึ้น

และสามารถเลิกเหล้าได้ในที่สุด

bookmark_borderภาวะไขมันพอกตับ รู้ทัน แก้ไขทัน

ในปัจจุบันพบว่าคนไทยเป็นโรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูงกันมากขึ้น มีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆในการดำเนินชีวิต เช่น รับประทานอาหารหวาน ไขมันสูง ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น

ซึ่งนอกจากจะทำให้มีอาการของโรคนั้นๆที่เป็นอยู่แล้วอาจเกิดภาวะไขมันพอกตับร่วมด้วยโดยไม่รู้ตัว

หลายคนอาจสงสัยว่าภาวะไขมันพอกตับคืออะไร อันตรายแค่ไหน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักภาวะไขมันพอกตับกันมากขึ้น

ตับมีหน้าที่อะไร

  • ตับเป็นอวัยวะทำหน้าที่สำคัญต่อกระบวนการต่างๆในร่างกายหลายอย่างด้วยกัน เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆคือ
  • ทำหน้าเป็นโรงงานผลิต เช่น สร้างน้ำดีไปย่อยไขมันในลำไส้,สร้างโปรตีน แอลบูมิน (albumin) ในเลือด,สร้างไขมันโคเลสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนต่างๆ
  • ทำหน้าที่เป็นโรงงานแปรรูป ย่อยคาร์โบไฮเดรตเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเพื่อเป็นพลังงาน แปรรูปน้ำตาลส่วนเกินการจากใช้งานให้เป็น glycogen, ทำลายสารพิษต่างๆแล้วขับออกจากร่างกาย
  • ทำหน้าที่เป็นโกงดังเก็บสินค้า สะสม glycogen เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรอง ,สะสมธาตุเหล็ก

ภาวะไขมันพอกตับคืออะไร และมีสาเหตุจากอะไร

เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถนำพลังงานที่เรารับประทานไปใช้ได้หมด จนทำให้เกิดการสะสมในรูปไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ มีสาเหตุมาจาก

  • การดื่มแอลกอฮอล์มากๆ
  • การรับประทานอาหารมัน อาหารหวาน หรือคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป อาหารเหล่านี้จะไปเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ เมื่อร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมด ก็จะเกิดการสะสมขึ้นที่ตับในที่สุด
  • มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไวรัสตับ โรคอ้วน
  • ทายยาบางชนิด

ใครบ้างที่เสี่ยงจะเกิดภาวะไขมันพอกตับ

  • โรคอ้วน น้ำหนักตัวเกินโดยวัดจากค่า BMI เกิน 24.9
  • โรคเบาหวาน หรือค่าน้ำตาลในเลือดมากกว่า 100 mg/dl
  • ไขมันไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ไขมันชนิดดีหรือ HDL cholesterol ต่ำ
  • โรคความดันโลหิตสูง

การตรวจ

เนื่องจากภาวะไขมันพอกตับ เป็นโรคเรื้อรังที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ ในระยะแรกจะไม่ค่อยมีอาการที่ชัดเจน ซึ่งอาการที่พบอาจแค่อ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงขวา

แต่ถ้าเป็นมากจนก่อให้เกิดตับอักเสบ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ฉะนั้นการตรวจเพื่อให้รู้ตัวตั้งแต่ยังไม่รุนแรงจะดีกว่า

  • การตรวจเลือด หาค่าเอนไซน์ตับ
  • การตรวจอัลตราซาวนด์
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ
  • การตรวจระดับความแข็งของตับและวัดปริมาณไขมันในตับ

การรักษา

ภาวะไขมันพอกตับในระยะเริ่มแรกสามารถรักษาด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆเช่น

  • ลดน้ำหนัก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดอาหารหวาน อาหารมัน เพิ่มผัก ผลไม้และอาหารที่มีกากใยสูงเช่นธัญพืชชนิดต่างๆ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที
  • ถ้ามีโรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงให้ควบคุมโรคประจำตัวให้ได้ ตามแพทย์แนะนำ
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพประจำปี

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ตรวจพบภาวะไขมันพอกตับ ขออย่าได้นิ่งนอนใจ ถึงแม้จะไม่มีอาการใดๆ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นนานๆอาจส่งผลเสียที่นำไปสู่โรคตับอักเสบ โรคตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด เราเชื่อเหลือเกินว่าถึงแม้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปเพราะผลที่ได้จะคุ้มค่าและทำให้มีสุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน

bookmark_borderสัญญาณเตือน บ่งบอกความเสี่ยงเป็น “นิ่วในถุงน้ำดี”

รู้จัก “นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบ”
โดยทั่วไปแล้วนิ่วในถุงน้ำดีจะอยู่ในที่ของมันอย่างนั้น แต่หากก้อนนิ่วหลุดไปอุดตันท่อน้ำดีจะส่งผลให้น้ำดีไหลออกจากถุงน้ำดีเข้าสู่ลำไส้ไม่ได้ ทำให้ความดันในถุงน้ำดีสูงขึ้น ส่งผลต่อการกดเบียดหลอดเลือดต่างๆ ที่หล่อเลี้ยงถุงน้ำดี ถุงน้ำดีจึงขาดเลือด เนื้อเยื่อถุงน้ำดีจึงเกิดการบาดเจ็บ และเกิดการอักเสบขึ้น แต่นอกจากนี้แล้วนิ่วในถุงน้ำดีอักเสบอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น เกิดจากถุงน้ำดีได้รับอุบัติเหตุ เกิดการฉีกขาด หรือ ถุงน้ำดีติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดพังผืด เป็นต้น

อาการเหล่านี้เสี่ยง “นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบ” เฉียบพลัน

  • เจ็บ ปวดลึกๆ บริเวณใต้ชายโครงขวา อาจร่วมกับกดเจ็บบริเวณตำแหน่งของถุงน้ำดีทันที โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า อาจร้าวไปไหล่ขวา
  • รู้สึกมีไข้ เป็นไข้ต่ำ มักมีอาการหนาวสั่นร่วมด้วย แต่บางคนอาจมีไข้สูง
  • รู้คลื่นไส้ อาเจียน แน่นท้อง
  • หากเป็นมากอาจตาเหลือง ตัวเหลือง อุจจาระสีซีด และปัสสาวะสีเหลืองเข็ม
  • หากถุงน้ำดีแตกจะมีไข้สูง หน้าท้องแข็ง เจ็บทุกส่วนของช่องท้องได้
  • นอกจากนี้แล้วนิ่วในถุงน้ำดีอักเสบอาจเป็นอาการเรื้อรังได้ อาการจะไม่รุนแรง แต่จะเกิดการอักเสบซ้ำบ่อยๆ โดยอาการที่พบมักเจ็บบริเวณใต้ชายโครงขวา แต่เจ็บไม่มาก เมื่อกินอาหารที่มีไขมันมากๆ จะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

นิ่วถุงน้ำดีอักเสบ…รักษาได้
ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการวินิจฉัยและทำการรักษา โดยให้ยาแก้ปวด ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน และให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อให้ถุงน้ำดีหยุดพักการทำงาน หากไม่ทำการผ่าตัดจะทำให้การอักเสบย้อนกลับเป็นซ้ำอีก ซึ่งการผ่าตัด อาจเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง หรือโดยการผ่าหน้าท้อง ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์และผู้ป่วย
เมื่อมีอาการที่คล้ายคลึงอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยไว้ แล้ววินิจฉัยอาการเอง เพรานั่นอาจนำไปสู่ผลข้างเคียง หรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้