bookmark_borderการนอนดึกส่งผลเสีย อย่างไรต่อร่างกายของเราบ้าง

การนอนดึกมีผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพของเราอย่างมาก นี่คือบางประการที่สำคัญ

1.สุขภาพหัวใจ: การนอนน้อยเกินไปหรือการนอนดึกอาจเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจพุ่งลง (Heart Disease) หรือความดันโลหิตสูง (Hypertension) โดยเฉพาะถ้ามีการตั้งแต่นาน

2.ภูมิคุ้มกันร่างกาย: การนอนไม่เพียงพอสามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ซึ่งอาจทำให้เราเสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคต่างๆได้ง่ายขึ้น

3.สมรรถภาพกายและจิตใจ: การนอนไม่เพียงพอสามารถทำให้รู้สึกง่วงและเหนื่อยล้าตลอดวัน ทำให้สมรรถภาพกายและจิตใจลดลง มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงานและความจำ

4.น้ำหนัก: การนอนไม่เพียงพออาจทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ลำบาก เพราะมีผลต่อระดับฮอร์โมนที่ควบคุมการอยู่รอด ซึ่งอาจเสียหายหรือเปลี่ยนแปลง

5.ความคิดไม่ชัดเจนและปัญหาในการเรียนรู้: การนอนไม่เพียงพอสามารถทำให้ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ลดลง ทำให้เกิดปัญหาในการจดจำและทำงานที่ต้องใช้ความสนใจ

6.อารมณ์: การนอนไม่เพียงพออาจทำให้รู้สึกหงุดหงิดหรือเครียดได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีผลต่อระดับฮอร์โมนและสมดุลทางจิตใจ

ดังนั้น การรักษาระยะเวลาการนอนที่เพียงพอและมีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษาสุขภาพที่ดีของร่างกายและจิตใจในระยะยาว

 

การนอนกี่ชั่วโมงต่อวันถึงจะเพียงพอต่อร่างกายต้องการ

การนอนที่เพียงพอต่อร่างกายมักขึ้นอยู่กับอายุและความต้องการของแต่ละบุคคล ดังนั้น มีคำแนะนำเกี่ยวกับเวลาการนอนต่อวันที่แตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุดังนี้

1.เด็ก (0-3 ปี): ควรนอนประมาณ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งการนอนในระหว่างวันและกลางคืน

2.เด็ก (4-12 ปี): ควรนอนประมาณ 9-12 ชั่วโมงต่อวัน

3.เยาวชน (13-18 ปี): ควรนอนประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน

4.ผู้ใหญ่ (18-64 ปี): ควรนอนประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน

5.ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป): ควรนอนประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

ความสำคัญของการนอนที่เพียงพอเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของร่างกายได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เนื่องจากมีผลในการฟื้นฟูร่างกาย ปรับปรุงความจำ พัฒนาสมรรถภาพทางสมอง และลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการมีเวลานอนที่เพียงพอในทุกวัยช่วงชีวิตของคุณ

 

การนอนมากเกินไปก็สามารถมีผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน นี่คือบางผลเสียที่อาจเกิดขึ้น

1.ความง่วงและความไม่มีความพร้อมในตื่นมา: การนอนมากเกินไปอาจทำให้รู้สึกง่วงและไม่มีความพร้อมในการตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดไป เนื่องจากการนอนมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายเข้าสู่สถานะการหลับลึกเกินไป ซึ่งอาจทำให้รู้สึกมีความง่วงและไม่ตื่นเต้นในการตื่นขึ้นมา

2.ความเสี่ยงต่อโรค: การนอนมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลายๆ ประการ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคซึมเศร้า

3.สุขภาพจิต: การนอนมากเกินไปอาจมีผลต่อสุขภาพจิตของคุณด้วย หลับมากเกินไปอาจทำให้รู้สึกเฉื่อยชา หรือมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น รู้สึกเศร้าหรือหงุดหงิดได้ง่ายขึ้น

4.ปัญหาในการควบคุมน้ำหนัก: การนอนมากเกินไปอาจทำให้ควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้น เนื่องจากมีผลต่อระดับฮอร์โมนและกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

 

สนับสนุนโดย    hoiana เวียดนาม

bookmark_borderฤดูกาลไหนก็ไม่ป่วยเป็นไข้หวัด  ถ้าหากทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 

ฤดูกาลไหนก็ไม่ป่วยเป็นไข้หวัด โรคที่สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นในเด็กหรือผู้ใหญ่หนึ่งในนั้นก็คือโรคไข้หวัดนั่นเองซึ่งปัจจุบันนั้นไข้หวัดมีได้มากมายหลากหลายสายพันธุ์อย่างเช่นไข้หวัดธรรมดาหรือถ้าหากว่าอาการรุนแรงขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ a และสายพันธุ์ B เป็นต้น    

นอกจากนี้เรายังสามารถพบเจอคนที่ป่วยเป็นโรคไข้หวัดได้ตลอดทุกฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นหน้าหนาวหรือหน้าฝนหรือแม้แต่หน้าร้อนเองก็มักจะมีคนป่วยด้วยการเป็นโรคไข้หวัด

ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่าในทุกฤดูกาลที่มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศนั้นอาจจะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเรานั้นไม่สามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บให้กับเราได้จึงทำให้เรานั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้หวัด

ซึ่งโรคไข้หวัดนั้นมีอาการที่มีความคล้ายคลึงกันแต่อาการที่จะมีความรุนแรงนั้นก็ขึ้นอยู่แต่ละตัวบุคคลเพราะหากว่าใครสุขภาพร่างกายแข็งแรงหน่อยอาการก็อาจจะไม่รุนแรงมากนักแต่ถ้าหากว่าใครสุขภาพร่างกายอ่อนแอก็จะมีอาการรุนแรงบางคนอาจจะถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลเลยก็มี 

ดังนั้นถึงแม้ว่าไข้หวัดจะไม่สร้างความเสียหายให้กับคนที่เป็นโรคไข้หวัดได้มากนักแต่ก็สร้างความรำคาญและทำให้เสียเวลาเสียโอกาส

ที่จะทำกิจกรรมอื่นๆอย่างเช่นไปโรงเรียนหรือไปทำงานและยังมีผลต่อค่าใช้จ่ายของเราได้อีกด้วยดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆในการดูแลตนเองให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดที่จะทำให้เราเป็นไข้หวัดได้นั่นเอง 

อย่างที่เรารู้กันดีว่าอาการเบื้องต้นของคนเป็นไข้หวัดนั้นจะต้องมีไข้ขึ้นสูงซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 37.5 ถึง 39 องศาเซลเซียสเป็นต้นไปนอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆร่วมด้วยไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัวหรือปวดตามร่างกายรวมถึงมีอาการไอและจามและมีน้ำมูกไหลเป็นต้น  อย่างไรก็ตามหากว่าเป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดานั้นอาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นภายใน 3 วัน

ซึ่งระหว่างนี้เราจำเป็นที่จะต้องมีการพักผ่อนร่างกายโดยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอทานอาหารให้มีประโยชน์และครบ 5 หมู่รวมถึงทานยาบรรเทาอาการต่างๆเช่นหากเรามีน้ำมูกไหลก็ควรจะต้องกินยาลดน้ำมูกหรือถ้าหากมีไข้ก็ควรจะต้องกินยาลดไข้เป็นต้นซึ่งหลังจาก 3 วันไปแล้วอาการก็จะทุเลาลงและหายได้ในที่สุดโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเลย 

สำหรับใครที่ไม่อยากให้ตนเองเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นไข้หวัดบ่อยๆนั้นดูแลตนเองได้ง่ายๆด้วยการใส่ใจสุขภาพอนามัยของตนเองนั่น

ก็คือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเลือกรับประทานอาหารที่มีสารที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราได้เช่นผักและผลไม้รวมถึงเนื้อสัตว์และวิตามินต่างๆนอกจากนี้เราควรจะต้องมีการพักผ่อนให้เพียงพอเพราะการที่เราพักผ่อนน้อยภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราก็จะน้อยตามไปด้วย

และถ้าหากมีเวลาว่างก็อย่าลืมออกกำลังกายและที่สำคัญเลยควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดทุกปี หากปฏิบัติได้ดังนี้รับรองได้เลยว่าไม่ว่าคุณจะผ่านไปในช่วงฤดูกาลไหนคุณก็มีความเสี่ยงน้อยที่สุดที่จะป่วยเป็นไข้หวัดได้นั่นเอง

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    hoiana เวียดนาม